บทวิเคราะห์ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 (พรบ.ประกอบฯ) และพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
โดย ฐานิสร์ ฟอลเล็ต
ตาม มาตรา 3 แห่ง พรบ.ประกอบฯ ได้ยกเลิก พรบ. โทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ. 2477 และ พ.ศ. 2517 ฉบับที่ 2 ทำให้อำนาจในการออกใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมของกรมไปรษณีย์โทรเลขตาม พรบ โทรเลขฯ ดังกล่าวโอนไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหาและแต่งตั้ง
อย่างไรก็ตามในบทเฉพาะกาล มาตรา 80 ของ พรบ.จัดสรรคลื่นฯ ได้กำหนดว่า ระหว่างการแต่งตั้ง กทช. ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยกิจการโทรคมนาคมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายนั้นบัญญัติจนกว่าจะพ้นกำหนด 30 วันนับแต่มีการตั้ง กทช. และในระหว่างนี้ผู้มีอำนาจดังกล่าวจะจัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือ อนุญาตให้ประกอบกิจการเพิ่มเติมไม่ได้ ย่อมหมายถึงว่าในระหว่างที่ยังไม่มีการตั้ง กทช. อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นใด ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ไม่สามารถที่จะออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ หรือผู้ประกอบกิจการรายเดิมประกอบกิจการเพิ่มเติมได้ ดังนั้นจึงมีเพียง กสท และ ทศท เท่านั้นที่เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จนกว่าจะมีการตั้ง กทช.
อำนาจ หน้าที่ของ กสท และ ทศท ในปัจจุบัน
พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (8) ได้กำหนดให้ คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทมีหน้าที่จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดเงื่อนเวลายุบเลิกรัฐวิสาหกิจที่จะเปลี่ยนเป็นบริษัทโดยการเปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นบริษัทตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนั้นต่อมาจึงมีการออก พระราชกฤษฎีกาเพื่อยุบเลิก พรบ. องค์การโทรศัพท์ พ.ศ. 2497 และพรบ. การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519
อย่างไรก็ตามเกิดปัญหาว่า ทศท และ กสท ยังคงมีสิทธิ หรือหน้าที่อย่างเดิม ตามกฎหมายเดิมที่ให้อำนาจ คือ พรบ. องค์การโทรศัพท์ พ.ศ. 2497 และ พรบ. การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 หรือไม่
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจได้กำหนดว่า รัฐวิสาหกิจที่มีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นของบริษัท อำนาจ สิทธิ หรือประโยชน์อาจจำกัดหรืองดได้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาและอาจกำหนดในพระราชกฤษฎีกาให้อำนาจนั้นเป็นของคณะกรรมการคณะหนึ่งตามที่จะกำหนดหรือแต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ โดยคำนึงถึงประโยชน์เพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม ความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจและการรักษาผลประโยชน์ของรัฐประกอบด้วย
อนึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อ แก้ไข จำกัดหรืองดเว้น อำนาจ หน้าที่ของทั้ง ทศท และ กสท ที่มีอยู่ตาม พรบ. องค์การโทรศัพท์ พ.ศ. 2497 และ พรบ. การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 แต่อย่างใด ทำให้อำนาจหน้าที่ของทั้ง ทศท และ กสท ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม สอดคล้องกับบทเฉพาะกาล มาตรา 79 และ 80 แห่ง พรบ.ประกอบฯ ได้กำหนดว่า ให้ กทช. ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้แก่ ทศท และ กสท ตามลักษณะ ประเภท ขอบเขตการให้บริการโทรคมนาคมเท่าที่มีอยู่ในความรับผิดชอบของ ทศท และ กสท ตามที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2544) ซึ่งหมายความว่า เมื่อมีการตั้ง กทช. ขึ้นแล้ว กทช. จะต้องออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้ ทศท และ กสท ภายใน 180 วันนับแต่ กทช. ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และที่สำคัญ กทช. จะออกใบอนุญาตให้ ทศท และ กสท ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มเติมจากลักษณะ ประเภท ขอบเขตที่ทศท และ กสท ได้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่เดิมได้ไม่
ประเภทใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
ตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.ประกอบฯได้แบ่งประเภทของใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมออกเป็น 3 แบบ
1. แบบที่หนึ่งสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง และเป็นกิจการที่สมควรให้มีการบริการได้โดยเสรี
2. แบบที่สองสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีหรือไม่มีเครือข่ายเป็นของตนเอง และเป็นการประกอบกิจการให้บริการที่จำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคล ไม่มีผลกระทบต่อการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมหรือต่อผลประโยชน์สาธารณะ
3. แบบที่สามสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง และเป็นการให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจำนวนมากซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ประโยชน์สาธารณะ หรือมีเหตุจำเป็นต้องคุ้มครองผู้บริโภคเป็นพิเศษ
คุณสมบัติผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
ตามมาตรา 8 แห่ง พรบ.ประกอบฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่สำคัญว่า ผู้รับใบอนุญาตแบบที่สองและสาม ต้องมิใช่คนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 75% ของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น และกรรมการมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด รวมทั้งผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันนิติบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีสัญญชาติไทยด้วย
สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตประเภทที่สามได้มีบทกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีแผนการลงทุนและแผนการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพด้วย และให้คณะกรรมการกำหนดกรอบระยะเวลาขั้นสูงและขั้นต่ำไว้ในใบอนุญาตด้วย โดยคำนึงถึงระยะเวลาตามแผนการลงทุน ขอบเขตการให้บริการ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับการบริการโดยต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นไม่ต้องการให้บริษัทต่างชาติเป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีเป็นกิจการที่มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก หรือกระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้มาตรา 8 แห่ง พรบ.ประกอบฯ ยังได้กำหนดคุณสมบัติทั่วไปสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตทั้งสามแบบที่จะต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม กรรมการ ผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการจัดการขอรับใบอนุญาตต้องไม่เคยถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดตาม พรบ.ประกอบฯ พรบ.วิทยุโทรคมนาคม หรือกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ภายในเวลาสองปีก่อนการยื่นคำขอรับใบอนุญาต
ในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ถ้ากิจการโทรคมนาคมนั้นมีการใช้คลื่นความถี่ ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตาม พรบ.จัดสรรคลื่นฯ ด้วย
ในกรณีที่มีการเพิกถอนการใช้คลื่นความถี่ ให้ถือว่าถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่ประกอบกิจการโดยใช้คลื่นความถี่นั้นด้วย ตามมาตรา 10 แห่ง พรบ.ประกอบฯ
สิทธิหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต
สิทธิของผู้รับใบอนุญาต
1. ร้องขอให้ กทช. วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นปฎิเสธไม่ให้ใช้โครงข่ายโทรคมนาคมหรือไม่สามารถตกลงสัญญาในเรื่องการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม โดยให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กทช. ที่วินิจฉัยเป็นที่สุด ตามาตรา 26
2. เสนอขอแก้ไขสัญญาต่อ กทช. ในส่วนอัตราค่าตอบแทนการใช้หรือการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมได้ ถ้าสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป หรือมีเหตุอย่างใดทำให้อัตราค่าตอบแทนการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายที่กำหนดในสัญญาไม่เหมาะสม หรือเกิดการเสียเปรียบระหว่างผู้รับใบอนุญาตทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินสมควร โดยทาง กทช. จะคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้ใช้บริการประกอบด้วย ตามาตรา 30
3. ดำเนินการให้บริการโทรคมนาคม โดยเดินสาย ติดตั้งอุปกรณ์ ตามเสา ท่อของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นหรือหน่วยงานของรัฐ หรือในที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือในที่ดินของบุคคลอื่นได้โดยต้องจัดทำแผนผังแสดงรายละเอียด แนวเขตการปักหรือตั้งสาย วางท่อและติดตั้งอุปกรณ์ต่อ กทช. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการ
ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่อาจดำเนินการได้เพราะเหตุ กทช.ไม่อนุญาตหรือมีการเรียกค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าปกติในสภาพการใช้ประโยชน์ ผู้รับใบอนุญาตอาจร้องขอต่อ กทช. เพื่อพิจารณาสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินหรือทรัพย์สินยอมให้เดินสาย ติดตั้งอุปกรณ์ ตามเสา ท่อได้ โดยแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐหรือผู้ครอบครองที่ดินเกินสมควร ตามมาตรา 39 วรรคสอง
อนึ่งไม่ตัดสิทธิผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ยื่นคำร้องต่อ กทช. เพื่อแสดงเหตุว่าไม่สมควรใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินเพื่อการนั้น หรือแสดงให้เห็นว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตามให้ถือว่าคำวินิฉัยของ กทช. เป็นที่สุด ตามมาตรา 39 วรรคสี่
หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต
1. ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องจัดให้มีบริการโทรคมนาคมตามที่ กทช. กำหนด เช่น จัดให้มีบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบท หรือพื้นที่ที่มีผลตอบแทนการลงทุนต่ำ หรือท้องที่ที่ยังไม่มีผู้ให้บริการหรือมีแต่ไม่ทั่วถึง ทั้งนี้การกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้บริการในพื้นที่ดังกล่าวต้องไม่ทำให้เกินสมควรแก่การลงทุนของผู้รับใบอนุญาตตามที่ระบุในมาตรา 17
แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตไม่สามารถจัดให้มีบริการโทรคมนาคมตามพื้นที่ กทช. กำหนดได้หรือผู้รับใบอนุญาตมีส่วนรับผิดชอบในปัญหาดังกล่าว ให้ กทช. มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจัดสรรรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการโทรคมนาคมให้แก่กองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะตามมาตรา 18
2. ผู้ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ให้บริการต่อเนื่อง จะพักหรือหยุดการให้บริการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือปฏิเสธการให้บริการแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ ตามมาตรา 20
3. ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า เช่น ห้ามไม่ให้ผู้ได้รับอนุญาตกระทำการผูกขาด จำกัดการแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคม ตามมาตรา 21
4. ผู้ได้รับอนุญาตจะทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของผู้รับใบอนุญาตได้ไม่ ตามมาตรา 22
5. ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่จัดให้มีระบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานการให้บริการโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบได้ ตามมาตรา 23
6. ผู้รับอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมมีหน้าที่ให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมของตนกับของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นตามหลักเกณฑ์ที่ กทช. กำหนด แต่ผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิปฏิเสธไม่ให้ผู้รับอนุญาตรายอื่นใช้โครงข่ายได้ในกรณีที่ โครงข่ายไม่เพียงพอแก่การให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นใช้โครงข่าย การใช้โครงข่ายมีปัญหาทางเทคนิคที่อาจก่อให้เกิดการรบกวนกิจการโทรคมนาคม ตามมาตรา 25
อนึ่งในการเรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ขอใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมและจะต้องให้มีความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอใช้หรือผู้ขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมทุกราย ตามมาตรา 25 วรรคท้าย
7. ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและจำเป็นในการใช้หรือเชื่มต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้ผู้ขอรับใบอนุญาตรายอื่นซึ่งเป็นผู้ขอใช้หรือผู้ขอเชื่อมต่อโครงข่ายทราบตามมาตรา 28 และต้องเปิดเผยสัญญาการใช้หรือการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นการทั่วไปตามที่ กทช. กำหนด ตามมาตรา 29
8. ผู้รับอนุญาตต้องบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคม และอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในกิจการโทรคมนาคมเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานทางเทคนิคตามที่ กทช. กำหนด ตามาตรา 32 และ 33
อนึ่งสำหรับผู้รับใบอนุญาตแบบที่สามต้องมีวิศวกรซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ กทช. กำหนดไว้ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินบริการโทรคมนาคม การติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาโครงข่ายและเครื่องตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 34
9. ผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การทำสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรคมนาคมตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 51 วรรคสี่
10. ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการเผยแพร่แบบสัญญาและกำหนดเงื่นใขในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ตามมาตรา 52
11. ผู้รับใบอนุญาตต้องให้บริการตามที่ได้โฆษณายืนยันมาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมไว้ ตามมาตรา 53
12. ผู้รับใบอนุญาต้องจัดให้มีการเผยแพร่อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการของตนเป็นการทั่วไปเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ ตามมาตรา 59
สิทธิหน้าที่ของผู้ใช้บริการ
สิทธิของผู้ใช้บริการ
1. สิทธิที่จะร้องเรียนต่อ กทช. เมื่อได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาแต่การให้บริการโทรคมนคมของผู้ได้รับใบอนุญาต เช่น ผู้รับใบอนุญาตกระทำการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เงื่อนไขการอนุญาต สัญญาการให้บริการ หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการที่ดี ตามมาตรา 45 และ 46
2. สิทธิที่จะร้องเรียน กทช. ในกรณีที่เห็นว่าผู้รับใบอนุญาตเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการสูงกว่าอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการรายอื่นที่ใช้บริการในลักษณะหรือประเภทเดียวกัน หรือเห็นว่าเรียกเก็บค่าบริการไม่ถูกต้อง ตามมาตรา 47
3. สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้ใช้เครื่องโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาตหรือตามที่ผู้รับใบอนุญาตกำหนด เว้นแต่มีความจำเป็นทางเทคนิคต้องใช้เครื่องโทรคมนาคมที่ผู้รับใบอนุญาตกำหนด ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กทช.ก่อน และผู้ใช้บริการสามารถจัดหาเครื่องโทรคมนาคมตามที่ประกาศกำหนดมาใช้ในการรับบริการได้เองโดยผู้รับใบอนุญาตจะปฏิเสธการให้บริการหรือการเชื่อมกับระบบการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการไม่ได้ ตามมาตรา 49
หน้าที่ผู้ใช้บริการ
ผู้ใช้บริการต้องไม่ใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมอันเป็นการก่อให้เกิดการรบกวนทางโทรคมนาคมหรืออาจทำให้โครงข่ายโทรคมนาคมหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาตเสียหาย ตามมาตรา 43
สัญญาการใช้หรือการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม
หลักการคือต้องไม่ทำให้ผู้ใช้บริการเสียประโยชน์ ไม่เลือกปฏิบัติ หรือกีดกันผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ตลอดจนมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ขอใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่าย กับผู้ให้ใช้หรือผู้ให้เชื่อมอย่างชัดเจนตามมาตรา 27
นอกจากนี้ในมาตรา 27 วรรคท้าย ได้กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตที่เป็นเจ้าของโครงข่ายมีหน้าที่จัดส่งสำเนาสัญญาให้ กทช. ภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการลงนามในสัญญา กทช.มีสิทธิสั่งให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาได้ ถ้าผู้รับใบอนุญาตไม่เห็นด้วยกับคำสั่งแก้ไขสัญญาก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ กทช. ได้และให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กทช. เป็นที่สุด แต่ในกรณีผู้ขอใช้หรือผู้ขอเชื่อมไม่ยินยอมแก้ไขสัญญา ให้ถือว่าสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ตามาตรา 27 ประกอบมาตรา 65
สัญญาให้บริการโทรคมนาคม
สัญญาให้บริการโทรคมนาคม คือสัญญาระหว่างผู้รับใบอนุญาตกับผู้ใช้บริการโทรคมนาคม โดยสัญญาดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กทช. ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสัญญาที่ผู้รับใบอนุญาตทำกับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ นิติบุคคลต่างประเทศ เรื่องเงื่อนไขการให้บริการ รวมทั้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา
สาระสำคัญของสัญญาต้องประกอบไปด้วย ข้อกำหนดเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของระหว่างผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้บริการที่ชัดเจนและเป็นธรรม ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการ ประเภทและขอบเขตค่าใช้จ่ายการให้บริการอย่างครบถ้วน ไม่มีข้อกำหนดที่เป็นการจำกัดการใช้ประโยชน์ของผู้ใช้บริการโดยไม่มีเหตุผลอันควร เลือกปฏิบัติ แบ่งแยกหรือกีดกันผู้ใช้บริการ ตามมาตรา 51
การกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม
เป็นอำนาจ กทช. ในการกำหนดประเภทและอัตราขั้นสูงของค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่ผู้รับใบอนุญาตจะเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการตามลักษณะ ประเภทของกิจการโทรคมโดยต้องมีวิธีคำนวณที่ชัดเจน เป็นอัตราที่ยุติธรรมแก่ผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้บริการ ไม่มีลักษณะเป็นการเลือก
ปฎิบัติ แบ่งแยก หรือกีดกันผู้ใช้บริการ ตามมาตรา 55 มาตรา 56 และมาตรา 60
นอกจากนี้ กทช. ยังควบคุมไม่ให้ผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการนอกเหนือหรือเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่ กทช. กำหนด หรือไม่ให้ผู้รับใบอนุญาตกำหนดอัตราในลักษณะที่เป็นการกีดกันทางการค้าซึ่งจะมีผลเป็นการจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยจะต้องเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการของตนในอัตราเดียวกันสำหรับบริการโทรคมนาคมลักษณะหรือประเภทเดียวกัน ตามมาตรา 57
อนึ่งในมาตรา 57 บัญญัติห้ามผู้รับใบอนุญาตเรียกเก็บเงินประกันหรือเงินอื่นที่มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บล่วงหน้ามิได้ และถ้าผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืน ให้ถือว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ